WHEN SCENT BECAME LITERATURE

HISTORY, ARTS & CULTURE —
WHEN SCENT BECAME LITERATURE

เหตุใดนักเขียนจึงเลือกใช้ “กลิ่น” เพื่อพูดถึงอารมณ์ ความทรงจำ ความรู้สึก และความปรารถนา ทั้งที่มันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ที่สุด?

ในโลกของวรรณกรรม มีหลายสิ่งที่นักเขียนสามารถบรรยายให้ผู้อ่านเห็นภาพได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสีของท้องฟ้า เสียงฝีเท้าในโถงทางเดิน หรือใบหน้าของคนรักที่ปรากฏขึ้นในความทรงจำ
ทว่าเมื่อกล่าวถึง “กลิ่น” ทุกอย่างกลับแตกต่างออกไป
เพราะกลิ่นเป็นสิ่งที่ยากจะถ่ายทอดผ่านตัวอักษรโดยตรง เราอาจอธิบายรูปร่าง สีสัน หรือแม้กระทั่งเสียงได้อย่างละเอียด แต่แทบไม่มีใครสามารถอธิบายกลิ่นให้ผู้อื่นรับรู้ได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องอาศัยประสบการณ์ร่วม
ด้วยเหตุนี้ นักเขียนจำนวนมากจึงไม่ได้ใช้กลิ่นเพื่อบอกว่าบางสิ่ง “หอม” อย่างไร แต่ใช้มันเป็นภาษาสำหรับเล่าเรื่องของมนุษย์ จาก Shakespeare สู่ Charles Baudelaire และ Marcel Proust วรรณกรรมได้พิสูจน์ว่า “กลิ่น” ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เรารับรู้ด้วยประสาทสัมผัส หากยังเป็นภาษาที่ถ่ายทอดความรัก ความทรงจำ และจินตนาการได้อย่างลึกซึ้ง เพราะบางครั้ง นักเขียนไม่ได้ใช้กลิ่นเพื่อบรรยายโลกที่อยู่ตรงหน้า แต่ใช้มันเพื่อบรรยายโลกที่อยู่ภายในมนุษย์

Parfum Exotique (1857)
Charles Baudelaire

หนึ่งในบทกวีสำคัญจาก Les Fleurs du mal ที่ทำให้ “กลิ่น” กลายเป็นประสบการณ์ทางวรรณกรรมอย่างเต็มรูปแบบ โดย Baudelaire ถ่ายทอดกลิ่นจากร่างกายของคนรักให้แปรเปลี่ยนเป็นภาพของดินแดนอันห่างไกล เต็มไปด้วยแสงแดด ทะเล ท่าเรือ ผลไม้ และความอุดมสมบูรณ์ของโลกเขตร้อน
ในบทกวีชิ้นนี้ กลิ่นไม่ได้ทำหน้าที่เพียงปลุกความทรงจำ แต่ค่อยๆ ขยายตัวเป็นภูมิทัศน์ในจิตใจ เป็นพาหนะที่พาผู้พูดหลุดพ้นจากพื้นที่ตรงหน้า ไปสู่โลกที่ทั้งเย้ายวน สงบ และเปี่ยมด้วยแรงปรารถนา
Parfum Exotique จึงเป็นบทกวีที่เผยให้เห็นอำนาจเฉพาะของกลิ่นในแบบ Baudelaire ที่ไม่เพียงถูกดม แต่ถูกมองเห็น ถูกเดินทางเข้าไป และถูกใช้เป็นประตูเชื่อมระหว่างเรือนร่าง ความฝัน และเสรีภาพภายในของมนุษย์

In Search of Lost Time (1913)
Marcel Proust

หาก Baudelaire ใช้กลิ่นเป็นประตูสู่จินตนาการ Proust ก็ใช้กลิ่นเป็นกุญแจไขความทรงจำที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจ ใน In Search of Lost Time กลิ่นและรสของขนมมาเดอแลงที่จุ่มลงในชา ปลุกความทรงจำในวัยเยาว์ให้หวนคืนมาอย่างฉับพลัน โดยที่ผู้เล่าเรื่องไม่อาจคาดคิดหรือควบคุมได้
“…the smell and taste of things remain poised a long time…”
ฉากนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ทรงอิทธิพลที่สุดของการเชื่อมโยงระหว่างกลิ่นกับความทรงจำ และเป็นที่มาของคำว่า Proustian Memory ซึ่งใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่กลิ่นหรือรสชาติสามารถปลุกประสบการณ์ในอดีตให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
แนวคิดดังกล่าวยังคงได้รับการอ้างอิงทั้งในวงการวรรณกรรม จิตวิทยา และประสาทวิทยาศาสตร์ เพื่ออธิบายพลังของกลิ่นที่เชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับความทรงจำได้อย่างลึกซึ้ง

Romeo and Juliet (1597)
William Shakespeare

ในประโยคอันโด่งดัง
“A rose by any other name would smell as sweet.”

กลิ่นของกุหลาบถูกใช้เป็นอุปมาเพื่อชี้ให้เห็นว่า แก่นแท้ของสิ่งหนึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามชื่อที่ผู้คนเรียกขาน กลิ่นของกุหลาบจึงกลายเป็นตัวแทนของคุณค่า ความงาม และความจริงที่ดำรงอยู่เหนือภาษา ภาพลักษณ์ และอคติทั้งปวง

กว่าสี่ศตวรรษต่อมา กุหลาบยังคงเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สากลของความรัก ความผูกพัน และความงามในวัฒนธรรมร่วมสมัย

We use cookies to give you the best experience.