SHARE:

BACK

Life is a journey

Date

Categories
Interview

ประโยคอมตะของใครก็ไม่รู้ ฟังดูซ้ำซากแสนน่าเบื่อ แต่ก็แท้จริงกว่าอะไรทั้งหมด


 


จะว่าไปแล้วการเดินทางอันทรหดบทหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของการเติบใหญ่ของ Karmakamet ที่คนเคยคุ้นนั้นมักจะรับรู้กัน นั่นก็คือการเดินทางออกจากความทุกข์ตรมของการสิ้นสูญในปี 2006 เราทั้ง 2 คน (สมมารถ พิทักษ์กิ่งทอง / มาด) มีปัญหาทางธุรกิจในช่วงการดำเนินการของร้าน Karmakamet ทำให้สิ่งที่ได้เพียรสร้างมาถึง 5 ปี กลับหายวับไปกับตาในเวลาเพียงแค่ 3 วัน


 


แม้จะโศกเศร้าดั่งคนถูกหักอก แต่ทางเลือกของคนจนตรอกตอนนั้นก็คือจะทำต่อ หรือวางมือจากการทำเครื่องหอมที่รับมรดกมาจากครอบครัว แล้วหันเหไปทำสิ่งอื่นแทน แต่ด้วยเหตุผลหลายประการรวมถึงส่วนสำคัญที่ว่า ทีมงานเก่าต่างลาออกจากออฟฟิศเก่าตามมาจำนวนหนึ่ง ฉันจึงตกอยู่ในสภาพขี่หลังเสือ คือจะละทิ้งลามือไปเสียมิได้ นั่นจึงเป็นเหตุให้จำเป็นต้องเริ่มต้นอีกครั้ง


 


ในเวลาที่ทุกข์ตรมเป็นธรรมดาที่เราต้องตกลงสู่ห้วงเหวแห่งความคิด และสิ่งที่พอจะนึกขึ้นได้ให้ชุ่มชื้นใจในเวลานั้นก็คือนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ที่มีความสุขที่เกิดขึ้นที่นั่น สิ่งเดียวที่ยังจะพอจำได้คือภาพลูกค้าที่ซื้อหาเครื่องหอมของเราอย่างมีความสุข จะทั้งด้วยเราเป็นร้านเครื่องหอมแรกที่เปิดตัวมาด้วยการเป็นเครื่องหอมอย่างแท้จริงในเวลานั้น ที่ไม่มุ่งเน้นไปในเรื่องการประทินความงามหรืออื่นใด ภาพหนึ่งที่จำได้คือ รุ่นพี่ที่เรียน interior มหาวิทยาลัยเดียวกันท่านหนึ่ง (คุณ จักรินทร์ อักษราวดีวัฒน์ / พี่จอง แห่งบริษัท Begray) ซึ่งมักจะมาเดินเล่น (สวนจตุจักรโครงการ 2-3 ในเวลานั้นเป็นแหล่งฮิปของนักออกแบบแขนงต่างๆ โดยเฉพาะอินทีเรีย สถาปนิก) และมักจะมาเหมาสินค้าที่ร้านไปเป็นจำนวนมากทุกๆ ครั้ง


 


ด้วยความสิ้นจนหนทาง และยังมีทีมงานเดิมลาออกตามมาอันเป็นภาระรับผิดชอบแก่ชีวิต จึงพยายามตามหาเบอร์รุ่นพี่ท่านนี้ แล้วจึงกลั้นใจโทรไปหาพี่จอง เมื่อพี่จองรับสายก็แนะนำตัวในฐานะรุ่นน้องอย่างซื่อๆ และบอกไปว่าได้เจอวิกฤติในทางธุรกิจ และอยากขอให้พี่จองช่วยเหลือด้วยเงินจำนวนหนึ่งแลกกับการถือหุ้นจำนวนหนึ่งเช่นกัน แต่อย่างที่คนรู้จักพี่จองเคยรู้กัน ว่าพี่จองเป็นคนใจดีมองการณ์ไกล พี่จองก็นัดคุยกันในวันถัดไป ฉันไปพบพี่จองพร้อมกับมาดที่บริษัท Begray คุยกันสักพักหนึ่งก็เป็นอันตกลงแบบง่ายๆ งงๆ ถัดมาอีก 3 วัน พี่จองโอนเงินเข้าบัญชี แล้ว Karmakamet Aromatic ที่คุณรักก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง…


 


เมื่อเงินเข้าบัญชีมา สิ่งแรกที่เราต้องทำคือผลิตเครื่องหอม Karmakamet ออกมาอีกครั้งในเวลาที่สั้นที่สุด ขณะเดียวกันฉันก็เริ่มโทรหาผู้คนในสวนจตุจักรเพื่อหาเช่าร้านที่ใกล้ๆ กับร้านเก่าที่โดนยึดไป เราได้ร้านใหม่บนถนนเส้นเดียวกัน ถัดออกไปไกล ทั้งลับตาและมีขนาดเล็กกว่าร้านเดิม (ไม่ใช่ร้านที่เปิดอยู่ที่จตุจักรในปัจจุบัน)


 


พี่จองเป็นเจ้าของบริษัท Architect และ Interior การดำเนินการสร้างร้านจึงไม่ยากนักที่จะเริ่มและจบลงโดยเร็ว แต่การทำเครื่องหอมให้เหมือนเดิมในเวลาอันสั้นด้วยการตั้งต้นใหม่ทั้งหมดนี้ละที่เป็นเรื่องใหญ่ เราโทรหาซัพพลายเออร์เดิมที่เคยทำด้วยกัน และพบว่าทุกคนที่เคยทำงานให้เราต่างให้กำลังใจ ยินดีและพร้อมใจกัน รีบเร่งลัดขั้นตอนทั้งหมดทั้งสิ้นเพื่อผลิตให้เราโดยด่วน ส่วนมาดนั้นก็เร่งทำสตูดิโอใหม่เพื่อผลิตเครื่องหอมอย่างยอมตายถวายชีวิต


 


ภายในเวลา 1 เดือนครึ่ง สินค้าทั้งหมดก็โดนนำมาวางบนชั้นวางสินค้าอย่างมหัศจรรย์ พวกมันดูเย่อหยิ่ง สะอาด สงบ และสง่างาม ผิวกล่องสีดำเนียนถูกฉาบด้วยแสงไฟสีเหลืองนุ่มนวล ท่ามกลางความเยียบเย็นของแอร์เย็นฉ่ำในร้านอย่างไม่สะทกสะท้านกับสิ่งใด เหมือนกับพวกมันได้ประกาศชัยท่ามกลางสงคราม ที่พวกมันมิได้ลงมือรบเลยเสียด้วยซ้ำไป


 


ในที่สุด Karmakamet Aromatic ก็เปิดขึ้นอีกครั้งแล้ว พร้อมคดีความที่เราฟ้องร้องยาวเหยียด ทั้งเรื่องลิขสิทธิ์ แพ่ง และพาณิชย์ ที่มีความวุ่นวาย ขุ่นมัว ตามติดเราไป จะว่าไปก็ไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆ ในอดีตที่ติดตามเราไปทุกหนแห่งของชีวิต มิว่าจะหนีไปน่านน้ำใด เหตุเพราะมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด ที่เป็นเรา


 


แน่นอนละว่า ‘ชีวิตคือการเดินทาง’ แม้ฉันอยากจะปฎิเสธที่จะเดินทางไปไหนอีกแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงหลงพะวงอยู่ในห้วงคิด เมื่อมีใครสักคนถามถึง ‘การเดินทาง’ อันผ่านไปนานนักหนาแล้ว จนวันนี้ฉันก็อยากจะขอบคุณที่วันนั้นได้เกิดขึ้น จนพาเราทั้ง 300 คนมาถึงวันนี้


 


และ ณ ที่นี่ ฉันขอให้อภัยและขออภัย อโหสิและให้ อโหสิแก่ทุกสิ่งที่เราเคยทำ ได้ทำ และร่วมทำกันมา ด้วยความเข้าใจต่อทั้งหมดที่เป็นส่วนหนึ่งของ ‘เส้นทาง’เส้นนั้น


 


ปล. ซัพพลายเออร์ทุกท่านที่เริ่มต้นกับเราและทีมงานที่ลาออกมาอยู่ร่วมกัน ยังคงร่วมงานกับเราจวบจนปัจจุบันและมีสายสัมพันธ์อันดี


 


ณัทธร รักษ์ชนะ


Founder of Karmakamet